8.10.50

Basketball

สนามบาสเกตบอลแห่งแรก ที่วิทยาลัยสปริงฟิลด์

History
In early December 1891, Dr. James Naismith, a Canadian physical education student and instructor at YMCA Training School (today, Springfield College) in Springfield, Massachusetts, USA, sought a vigorous indoor game to keep his students occupied and at proper levels of fitness during the long New England winters. After rejecting other ideas as either too rough or poorly suited to walled-in gymnasiums, he wrote the basic rules and nailed a peach basket onto a 10-foot (3.05 m) elevated track. In contrast with modern basketball nets, this peach basket retained its bottom, so balls scored into the basket had to be poked out with a long dowel each time. A soccer ball was used to shoot goals. Whenever a person got the ball in the basket, they would give their team a point. Whichever team got the most points won the game.
Naismith's handwritten diaries, discovered by his granddaughter in early 2006, indicate that he was nervous about the new game he had invented, which incorporated rules from a Canadian children's game called "Duck on a Rock", as many had failed before it. Naismith called the new game 'Basket Ball'
The first official basketball game was played in the YMCA gymnasium on January 20, 1892 with nine players, on a court just half the size of a present-day National Basketball Association (NBA) court. "Basket ball", the name suggested by one of Naismith's students, was popular from the beginning.
Women's basketball began in 1892 at
Smith College when Senda Berenson, a physical education teacher, modified Naismith's rules for women.
Basketball's early adherents were dispatched to YMCAs throughout the United States, and it quickly spread through the USA and Canada. By 1895, it was well established at several women's high schools. While the YMCA was responsible for initially developing and spreading the game, within a decade it discouraged the new sport, as rough play and rowdy crowds began to detract from the YMCA's primary mission.
However, other amateur sports clubs, colleges, and professional clubs quickly filled the void. In the years before World War I, the
Amateur Athletic Union and the Intercollegiate Athletic Association of the United States (forerunner of the NCAA) vied for control over the rules for the game
Basketball was originally played with an
association football ball. The first balls made specifically for basketball were brown, and it was only in the late 1950s that Tony Hinkle, searching for a ball that would be more visible to players and spectators alike, introduced the orange ball that is now in common use.
Dribbling was not part of the original game except for the "bounce pass" to teammates. Passing the ball was the primary means of ball movement. Dribbling was eventually introduced but limited by the asymmetric shape of early balls. Dribbling only became a major part of the game around the 1950s as manufacturing improved the ball shape.
Basketball, netball, dodgeball, volleyball, and lacrosse are the only ball games which have been identified as being invented by North Americans. Other ball games, such as baseball and Canadian football, have Commonwealth of Nations, European, Asian or African connections.
Although there is no direct evidence as yet that the idea of basketball came from the ancient
Mesoamerican ballgame, knowledge of that game had been available for at least 50 years prior to Naismith's creation in the writings of John Lloyd Stephens and Alexander von Humboldt. Stephen's works especially, which included drawings by Frederick Catherwood, were available at most educational institutions in the 19th century and also had wide popular circulation.
ยุคแรกของบาสเกตบอล
ความพิเศษอย่างหนึ่งของบาสเกตบอล คือถูกคิดขึ้นโดยคนเพียงคนเดียว ต่างจากกีฬาส่วนใหญ่ที่วิวัฒนาการมาจากกีฬาอีกชนิด ช่วงต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2434 ดร. เจมส์ ไนสมิท นายแพทย์ชาวอเมริกันที่เกิดในแคนาดา และเป็นผู้ดูแลสถานที่ของวิทยาลัยแห่งหนึ่งของสมาคมวายเอ็มซีเอ (ปัจจุบันคือ วิทยาลัยสปริงฟิลด์, Springfield College) ในเมืองสปริงฟิลด์ มลรัฐแมสซาชูเซตส์ ค้นหาเกมในร่มที่ช่วยให้คนมีกิจกรรมทำระหว่างฤดูหนาวในแถบนิวอิงแลนด์ ว่ากันว่า หลังจากเขาไตร่ตรองหากิจกรรมที่ไม่รุนแรงเกินไปและเหมาะสมกับโรงยิม เขาเขียนกฎพื้นฐานและตอกตะปูติดตะกร้าใส่ลูกท้อเข้ากับผนังโรงยิม เกมแรกที่เล่นเป็นทางการเล่นในโรงยิมวายเอ็มซีเอในเดือนถัดมา คือเมื่อ 20 มกราคม พ.ศ. 2434 (ค.ศ. 1892) ในสมัยนั้น เล่นโดยใช้ผู้เล่นเก้าคน สนามที่ใช้ก็มีขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของสนามเอ็นบีเอในปัจจุบัน ชื่อ บาสเกตบอล เป็นชื่อที่เสนอโดยนักเรียนคนหนึ่ง และก็เป็นชื่อที่นิยมมาตั้งแต่ตอนต้น เกมแพร่ขยายไปยังวายเอ็มซีเอที่อื่นทั่วสหรัฐอเมริกา ไม่นานนักก็มีเล่นกันทั่วประเทศแต่ที่น่าสนใจคือ ถึงแม้ว่าวายเอ็มซีเอจะเป็นผู้ที่พัฒนาและเผยแพร่เกมในตอนแรก ภายในหนึ่งทศวรรษสมาคมก็ไม่สนับสนุนกีฬานี้อีก เนื่องจากการเล่นที่รุนแรงและผู้ชมที่ไม่สุภาพ สมาคมกีฬาสมัครเล่นอื่น ๆ มหาวิทยาลัย และทีมอาชีพก็เข้ามาแทนที่ ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 สหภาพการกีฬาสมัครเล่น (Amateur Athletic Union) และ สมาคมการแข่งขันกีฬาระหว่างวิทยาลัย (Intercollegiate Athletic Association) (ซึ่งปัจจุบันคือเอ็นซีดับเบิลเอ, NCAA) ได้แข่งกันเพื่อจะเป็นผู้กำหนดกติกาของเกม
เดิมนั้นการเล่นบาสเกตบอลจะลูกฟุตบอล ลูกบอลที่ทำขึ้นสำหรับบาสเกตบอลโดยเฉพาะในตอนแรกมีสีน้ำตาล ช่วงปลาย
คริสต์ทศวรรษ 1950 จึงเปลี่ยนมาใช้ลูกสีส้มเพื่อให้ผู้เล่นและผู้ชมมองเห็นลูกได้ง่ายขึ้น และก็ใช้ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ริเริ่มใช้ลูกบาสเกตบอลสีส้มคือนาย โทนี ฮิงเคิล (Tony Hinkle) โค้ชมหาวิทยาลัยบัตเลอร์ (Butler University)


30.9.50

PHUTTHA MONTHON


PHUTTHA MONTHON

Le Bouddha et le jardin botanique sont situés à 16 kilomètres environ à l'ouest de Bangkok. Ce complexe sur plus de 5 000m² a été érigé pour commémorer l'illumination de Bouddha survenue il y a 2500 ans environ.Il est dominé par une statue en bronze de Bouddha marchant, de 18,5 mètres.C'est le plus haut Bouddha du monde.

29.9.50

สโนไวท์


สโนไวท์เป็นนิทานอมตะที่เด็กๆส่วนใหญ่ต้องรู้จักกันอยู่แล้ว ด้วยคำพูดของราชินีที่ว่า"กระจกวิเศษ จงบอกข้าเถิดใครงามเลิศในปฐพีนี้...."กระจกวิเศษก็จะตอบว่า"ก็ต้องเป็นเจ้าหญิงสโนไวท์น่ะสิ....."รวมถึงตัวการ์ตูนที่น่ารักนั่นก็คือ คนแคระทั้ง 7 ผู้ที่คอยช่วยเหลือสโนไวท์นั่นเอง

เนื้อเรื่องโดยรวมมีอยู่ว่า สโนไวท์เป็นองค์หญิงที่หน้าตางดงามมาก จนราชินีองค์ใหม่อิจฉา และสั่งให้นายพรานฆ่าเธอซะ แต่นายพรานสงสารจึงยอมปล่อยให้สโนว์ไวท์หนีไป สโนไวท์ไปเจอบ้านหลังหนึ่งและเข้าใจว่าไม่มีคนอยู่จึงอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น และเมื่อคนแคระทั้ง 7 กลับมาถึงบ้านเพราะความมีน้ำใจและความใจดีของสโนไวท์ทำให้พวกเขาให้สโนไวท์อยู่ด้วยสโนไวท์ตอบแทนคนแคระทั้ง 7 โดยการทำความสะอาดบ้านและทำอาหารให้ เมื่อราชินีรู้ว่าสโนวไวท์ยังไม่ตายเหมือนที่นายพรานบอกจากกระจกวิเศษของหล่อน จึงปลอมตัวมาฆ่าสโนไวท์หลายหนโดยปลอมเป็นหญิงชราเอาแอปเปิ้ลอาบยาพิษมาให้สโนไวท์กินขณะที่คนแคระทั้ง 7 ไม่อยู่บ้าน สโนไวท์เหมือนกับตายไปแล้วแต่ไม่ว่าจะผ่านไปกี่เดือนเธอก็ยังคงงดงามเหมือนเดิมคนแคระทั้ง 7 โศกเศร้าเสียใจเป็นอันมากพวกเขานำเธอใส่ในโลงแก้วและรอคอยปาฏิหารย์ จนกระทั่งเจ้าชายองค์หนึ่งมาเห็นและหลงรักและหาทางช่วยเธอจนในที่สุดสโนไวท์ก็ฟื้นจากรอยจุมพิตของเจ้าชายและครองรักกับเจ้าชายอย่างมีความสุข

24.9.50

8 วิธีจัดการกับอารมณ์เหนื่อยเพลีย

ในทางการแพทย์มองว่าอาการอ่อนเพลียของคนเราที่เกิดขึ้นเสมอๆนี้ ถือเป็นความผิดปกติของร่างกายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา สาเหตุของความเหนื่อยอ่อนแบบนี้คงจะตอบได้ยากว่าเกิดจากอะไรกันแน่นเพราะแต่ละคนล้วนมีปัจจัยแวดล้อมแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วมักมีสาเหตุมาจากการเจ็บป่วยไม่สบาย การอดนอน ความเครียด คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย การทำงานมากเกินไป การรับประทานยาประจำตัว หรือไม่ก็อารมณ์ที่กำลังซึมเศร้าจากแรงกดดันรอบๆตัว ยิ่งอยู่ในสังคมเมืองใหญ่ที่เรามักจะใช้พลังงานกันเกินพิกัด เวลาควรนอนไม่นอน เวลาควรกินไม่กิน เพราะทำงานเกินเวลา หรือพวกที่นิยมการปาร์ตี้สังสรรค์ดึกดื่นข้ามคืนข้ามวัน พอตื่นขึ้นมาก็ลุกไม่ไหว เรียกว่าปาร์ตี้กันเกินเวลา พาให้การงานเสียก็มีอยู่ไม่น้อย พอได้สติขึ้นมาก็รู้สึกเหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรเสียแล้ว
อาการเหนื่อยๆเพลียๆนี้อาจรักษาได้ด้วยยาบางอย่าง เช่น ยาระงับประสาท หรือยานอนหลับ กินให้คลายเครียดนอนหลับสนิท ตื่นมาจะได้มีเรี่ยวแรง แต่ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ก็อย่างที่พอรู้ๆกันอยู่ ถ้ากินติดต่อกันเป็นเวลานานจะมีผลเสียต่อสุขภาพประสาทแน่ๆ ทางที่ดีคือการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตเสียใหม่น่าจะให้ผลที่ดีในระยะยาวกับตัวคุณมากกว่า ลองพิจารณา 8 วิธีที่เราจะแนะนำต่อไปนี้ แล้วนำไปปฏิบัติตามดู คุณอาจจะหยุดความอ่อนเพลียละเหี่ยใจกลับมาเป็นคนใหม่ได้ในเวลาไม่ช้าครับ
1.ไปตรวจสุขภาพ ลองนึกๆดูว่าที่คุณรู้สึกเหนื่อยๆนั้น เป็นเพราะเกิดจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยหรือเปล่า ปวดเมื่อยเนื้อตัว งงๆลอยๆ จำอะไรไม่ค่อยได้หรือซึมเศร้า บางทีอาจมาจากโรคที่ทำให้ร่างกายผิดปกติ หรือบางครั้งยาที่เรากินเข้าไปก็มีผลทำให้ร่างกายเราอ่อนเพลียได้ เช่นยาที่มีผลต่อระดันฮอร์โมนในร่างกาย ยาแก้แพ้ หรือยารักษาอาการติดเชื้อบางประเภท ยารักษาโรคเรื้อรังบางอย่าง ยาระงับประสาทบางตัว อาจทำให้คนกินรู้สึกง่วงเหงาหาวนอน ซึ่งคุณควรของคำปรึกษาเพิ่มเติมจากคุณหมอในเรื่องนี้ดูว่ามีวิธีไหนหลีกเลี่ยงได้บ้าง
2.ให้ความสำคัญกับการหลับเพิ่มขึ้น ในวันหนึ่งๆคุณควรนอนให้ได้อย่างน้อย 7-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย หากคุณนอนไม่หลับหรือนอนไม่พอเป็นประจำ ลองนึกดูว่าอะไรเป็นอุปสรรคต่อการนอนของคุณบ้าง เช่น ชอบเปิดไฟนอน ดูโทรทัศน์ อ่านหนังสือก่อนนอนเป็นนิสัย การทำแบบนี้มักจะเป็นการรบกวนการนอนของคุณโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีควรยกกิจกรรมเหล่านี้ไปทำที่อื่น แล้วก่อนนอนควรทำอะไรที่จิตใจคุณสงบนิ่ง สบาย เช่น อาบน้ำให้สะอาด หรือทำสมาธิสวดมนต์ ไหว้พระ เป็นต้น แล้วเมื่อถึงเวลานอนให้ตรงเข้าไปในห้องนอนเพื่อเข้านอนเพียงอย่างเดียว อ้อ...ควรงดการดื่มกาแฟ หรือการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้านอน
3.กินอาหารเพียงพอต่อธรรมชาติที่ร่างกายต้องการ นอกจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันในปริมาณที่สมดุลแล้ว ยังจำเป็นต้องกินอาหารที่มีวิตามินและเกลือแร่ที่เพียงพอด้วย ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายมีกำลังวังชา ไม่กินมากไปจนทำให้ร่างกายอ้วนจนเดินไม่ไหว หรือกินน้อยไปจนกลายเป็นคนผอมแห้งแรงน้อย เลือกกินให้พอดีๆ ทั้งข้าว แป้ง เนื้อสัตว์ ผักและผลไม้ ก็จะช่วยให้คุณไม่ต้องไปเสียเงินค่าอาหารเสริมต่างๆทำให้สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น
4.ดื่มน้ำเปล่ามากๆ อย่างน้อยวันละ 8 แก้วขึ้นไป เราพอจะรู้อยู่ว่าการดื่มน้ำเปล่ามากๆ จะช่วยให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดี ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้น แต่คุณอาจจะยังไม่ทราบว่าการดื่มน้ำก็ให้พลังงานกับร่างกายได้ด้วยเหมือนกัน เพราะเวลาที่ร่างกายไม่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอ โดยธรรมชาติจะปรับตัวทำงานให้หนักขึ้น เพื่อจะได้น้ำมาในกระบวนการเผาผลาญอาหารให้กลายเป็นพลังงาน คล้ายๆกับรถที่ขาดน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้เวลาที่คุณต้องออกแรงหรือใช้ความคิดมากๆ จนรู้สึกหมดเรี่ยวแรง การได้ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำผักคั้นสดๆ สัก 1-2 แก้วจะช่วยให้คุณรู้สึกแช่มชื่นอย่างเห็นผล เพราะน้ำตาลธรรมชาติและวิตามินซีในน้ำผัก/ผลไม้ จะเข้าไปทดแทนส่วนที่ถูกใช้ไปได้เป็นอย่างดี และหากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนจะดีกว่า
5.กินอาหารแต่ละมื้อให้อิ่มพอดี หรือแบ่งอาหารออกเป็นแต่ละมื้อย่อยๆปริมาณน้อยแต่เพิ่มจำนวนมื้อ คุณลองสังเกตดูเวลาเรากินอาหารเข้าไปเยอะๆจนอิ่มแปล้นั้น มักจะตามด้วยอาการง่วงเหงาเงื่องหงอยในอีกนาทีต่อมาเสมอครับ นั่นเพราะร่างกายใช้พลังงานไปกับการย่อยอาหารจนหมด ดังนั้นการกินอาหารในแต่ละมื้อน้อยๆ จะช่วยให้ร่างกายใช้พลังงานแต่พอดีๆ แต่ยังช่วยให้ร่างกายคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย แถมจะช่วยให้การเผงผลาญอาหารทำได้อย่างเต็มที่อีกด้วย
6.หายใจลึกๆ ใช้สมาธิจดจ่อกับลมหายใจเข้า-ออกติดต่อกับสักประมาณ 2 นาที จะช่วยให้คุณผ่อนคลายจากอาการเหน็ดเหนื่อย วิตกกังวล เศร้าใจ เสียใจ หรือโกรธต่างๆได้มาก ซึ่งช่วยให้จิตใจคุณสงบ สบายขึ้น คุณอาจตั้งสติจดจ่อกับการหายใจแบบนี้ในเวลาที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆอยู่คนเดียว เช่น ตอนที่รถติดๆบนถนน ขณะเดินเล่น หรือแม้กระทั้งเวลาซักผ้า ล้างจาน จะช่วยให้จิตใจคุณมีสมาธิดีขึ้นด้วย
7.ออกกำลังกายให้มากขึ้น และทำอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายสร้างสารเอ็นโดฟินส์ขึ้นมาในสมองโดยอัตโนมัติ ซึ่งสารนี้ให้ความรู้สึกเป็นสุข ช่วยคลายความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียได้ชะงัด และยังช่วยให้กล้ามเนื้อใช้พลังงานที่เผาผลาญมาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ขนาดที่เหมาะคือการออกกำลังกายหนักปานกลางอย่างน้อยประมาณ 30 นาที อย่างน้อย 4 ครั้งต่อสัปดาห์ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่นานๆจะมีโอกาสออกกำลังกายสักที ควรตั้งต้นเสียใหม่ยังไม่สายเกินไป ด้วยการเริ่มออกกำลังกายจากทีละน้อยๆช้าๆก่อน เช่น การเดินรอบๆบ้าน แล้วค่อยๆเพิ่มระยะทาง ความหนักทีละนิดๆ เช่น เปลี่ยนเป็นวิ่งระยะใกล้ๆ แล้วค่อยเพิ่มระยะทางขึ้น เลือกการออกกำลังกายแบบใดก็ได้ที่ไม่ทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยเกินไปจนทนไม่ไหวเสียก่อน เมื่อคุณได้ใช้พลังงานไปกับการออกกำลังกายแล้ว จะช่วยให้คุณนอนหลับได้สนิท ความรู้สึกนึกคิดก็จะแจ่มใสกว่าเดิม
8.อยู่กับปัจุบันให้ได้ มีคนกล่าวไว้ว่าหากแบ่งพลังงานที่หล่อเลี้ยงชีวิตเป็น 100 ส่วน ประมาณ 35 ส่วนจะถูกใช้ไปกับการคิดถึงอดีต 35 ส่วนจะใช้ไปกับการคิดถึงอนาคต ที่เหลือเพียง 30 ส่วนจึงจะใช้ไปในการคิดถึงปัจจุบัน ฟังแล้วเห็นภาพว่าทำไมเรารู้สึกเหนื่อยกับเรื่องบางเรื่องที่มันผ่านไปแล้วและเราไม่สามารถแก้ไขได้ หรือเหนื่อยกับเรื่องที่ยังมาไม่ถึงเสียเหลือเกิน ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ การอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด เพราะปัจจุบันเท่านั้นที่คุณสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆให้ดีขึ้นได้ การจดจ่ออยู่กับปัจจุบันทำให้คุณมีสติอยู่ทุกขณะจิต มองโลก มองสิ่งที่เกิดขึ้นตามความจริงจะช่วยให้คุณตัดสินใจในเรื่องต่างๆได้อย่างดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำในสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ รู้ว่าควรทำอะไรก่อนหรือหลังไม่ลนลาน ร้อนรน ทำในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเองและคนรอบข้างได้
อ่านจนครบ 8 วิธีแล้ว หวังว่าใครที่มักรู้สึกเพลียใจอยู่จนเป็นกิจวัตรน่าจะปรับตัวให้ดีขึ้นนะครับ แถมท้ายอีกหน่อยด้วยวิธีแก้เครียด และกลัว ซึ่งมีที่มาเหตุการณ์ต่างๆที่คุณประสบพบเจอ ปัญหาชีวิต ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาชีวิต ความคิด ความทรงจำ หรือแม้ผิดหวังจากสิ่งที่คาดหวังเอาไว้ ทั้งหมดนี้ล้วนก่อความเคียดให้คุณได้ไม่มากก็น้อย นำมาซึ้งอาการข้างเคียงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปวดหัว ปวดคอ ปวดตึงที่กล้ามเนื้อไหล่ เหงื่อออกมาก ใจเต้นแรงเป็นต้น วิธีการคลายเคียดที่เราอยากแนะไว้ตรงนี้ โดยการ…..
· กินอาหารให้ถูกสัดส่วน พร้อมกับหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ อย่างที่พูดถึงไปแล้วข้างต้น
· อย่าเก็บปัญหาที่คุณกำลังเคียดอัดอั้นไว้กับตัว ลองทำใจปลดปล่อยมันออกมาด้วยการเล่าให้เพื่อนสนิทที่คุณไว้ใจสักคนฟัง ปรึกษากับเพื่อนถึงปัญหาที่คุณกำลังเผชิญอยู่ การปลดปล่อยจะทำให้คุณรู้สึกสบายขึ้น แล้วสติปัญญาแจ่มใสคิดแก้ไขสถานการณ์ก็จะเกิดตามมา ไม่เชื่อลองดู
· ผ่อนคลายจิตใจด้วยการหัวเราะเสียบ้าง การอยู่ท่ามกลางคนอารมณ์ดีจะช่วยคุณได้มากในเรื่องนี้ จะทำให้คุณคลายเคียดได้ชะงัด ความคิดจะกับมาแจ่มใส พร้อมหันหน้าสู้ปัญหาอย่างมีสติ
· ให้เวลากับกิจกรรมหรืองานอดิเรกที่คุณชื่นชอบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ ทำงานบ้านฯลฯ จะเป็นวิธีการผ่อนคลายความเครียดได้ดีอีกวิธีหนึ่ง ทั้งยังทำให้คุณมีสมาธิจดจ่ออยู่กับเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือจากปัญหาเดิมๆเหล่านั้นด้วย เผลอๆจะช่วยคุณมีทางออกให้กับปัญหาแบบไม่รู้ตัว
· ที่สำคัญที่สุดอย่างที่กล่าวไปแล้วคือ การอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด